๘. โตเทยยเถราปทาน (๔๐๘) เล่ม ๓๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ โตเทยฺยตฺเถราปทานํ (๔๐๘)
๔๑๐|๔๑๐.๒๒๕| ราชา วิชิตชโย นาม เกตุมติปุรุตฺตเม สูโร วิกฺกมสมฺปนฺโน ปุรมชฺฌาวสี ตทา ฯ |๔๑๐.๒๒๖| ตสฺส รญฺโญ ปมตฺตสฺส รฏฺฐวิสา สมุฏฺฐหุํ อุตฺตรา ตุณฺฑิกา เจว รฏฺฐํ วิทฺธํสยุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๒๗| ปจฺจนฺเต กุปฺปิเต ขิปฺปํ สนฺนิปาเตสิรินฺทโม ภเฏ เจว พลตฺเถ จ อรึ นิคฺคาหยิ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๒๘| หตฺถาโรหา อนีกตฺถา สูรา จ วมฺมโยธิโน ธนุคฺคหา จ รถิกา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๒๙| อาฬารกา กปฺปกา จ นฺหาปกา มาลการกา สูรา วิชิตสงฺคามา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๓๐| ขคฺคหตฺถา จ ปุริสา จาปหตฺถา จ จมฺมิโน ลุทฺธา วิชิตสงฺคามา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๓๑| ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา กุญฺชรา สฏฺฐิหายนา สุวณฺณกจฺฉาลงฺการา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๓๒| ขมา สีตสฺส อุณฺหสฺส อุกฺการุหรณสฺส จ โยธาชีวา กตกมฺมา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๓๓| สงฺขสทฺทํ เภริสทฺทํ อโถ อุทฺทฏสทฺทกํ เอเตหิ เต หาสยนฺตา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๓๔| ติสูลโกนฺติมนฺเตหิ ธนูหิ โตมเรหิ จ โกฏฺฏยนฺตา นิวตฺเตนฺตา สพฺเพ สนฺนิปตุํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๓๕| กวจานิ นิวาเสตฺวา สราชา อชิตญฺชิโน สฏฺฐิปาณสหสฺสานิ สูเล อุตฺตาสยึ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๓๖| สทฺทํ มานุสกากํสุ อโห ราชา อธมฺมิโก นิรเย ปจฺจมานสฺส กทา อนฺโต ภวิสฺสติ ฯ |๔๑๐.๒๓๗| สยเนหํ ตุวฏฺเฏนฺโต ปสฺสามิ นิรเย ตทา น สุปามิ ทิวารตฺตึ สูเลน ตชฺชยนฺติ มํ ฯ |๔๑๐.๒๓๘| กึ ปมาเทน รชฺเชน พาหเนน พเลน จ น เต ปโหนฺติ ธาเรตุํ ตาสยนฺติ มมํ สทา ฯ |๔๑๐.๒๓๙| กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ รชฺเชน สกเลน จ ยนฺนูน ปพฺพเชยฺยาหํ คติมคฺคํ วิโสธเย ฯ |๔๑๐.๒๔๐| สฏฺฐินาคสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส ฯ |๔๑๐.๒๔๑| อารุเฬฺห คามณีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ สงฺคามาวจเร ฐาเน อนเปกฺโข วิหายหํ ฯ |๔๑๐.๒๔๒| สกกมฺเมน สนฺตตฺโต นิกฺขมึ อนคาริยํ สฏฺฐิอสฺสสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต ฯ |๔๑๐.๒๔๓| อาชานิเย จ ชาติยา สินฺธวา สีฆพาหเน อารุเฬฺห คามณีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ฯ |๔๑๐.๒๔๔| ฉฑฺฑยิตฺวาน สพฺเพเต นิกฺขมึ อนคาริยํ สฏฺฐิรถสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิเต ฯ |๔๑๐.๒๔๕| ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช สพฺเพเต ปริวชฺเชตฺวา ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๔๑๐.๒๔๖| สฏฺฐิเธนุสหสฺสานิ สพฺพา กํสุปธารณา คาวิโย ฉฑฺฑยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๔๑๐.๒๔๗| สฏฺฐิอิตฺถีสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ |๔๑๐.๒๔๘| อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ตา หิตฺวา กนฺทมานาโย ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๔๑๐.๒๔๙| สฏฺฐิคามสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส ฉฑฺฑยิตฺวาน ตํ รชฺชํ ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ |๔๑๐.๒๕๐| นครา นิกฺขมิตฺวาน หิมวนฺตํ อุปาคมึ ภาคีรสีนทีตีเร อสฺสมํ มาปยึ อหํ ฯ ปณฺณสาลํ กริตฺวาน อคฺยาคารํ อกาสหํ ฯ |๔๑๐.๒๕๑| อารทฺธวิริโย ปหิตตฺโต วสามิ อสฺสเม อหํ มณฺฑเป รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเร ว ฌายโต น ตุ วิชฺชติ ตาโส เม น ปสฺเส ภยเภรวํ ฯ |๔๑๐.๒๕๒| สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ อคฺโค การุณิโก มุนิ ญาณาโลเกน โชเตนฺโต โลเก อุปฺปชฺชิ ตาวเท ฯ |๔๑๐.๒๕๓| มม อสฺสมสามนฺตา ยกฺโข อาสิ มหิทฺธิโก พุทฺธเสฏฺฐมฺหิ อุปฺปนฺเน อาโรเจสิ มมํ ตทา ฯ |๔๑๐.๒๕๔| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน สุเมโธ นาม จกฺขุมา ตาเรสิ ชนตํ สพฺพํ ตมฺปิ โส ตารยิสฺสติ ฯ |๔๑๐.๒๕๕| ยกฺขสฺส วจนํ สุตฺวา สํวิคฺโค อาสิ ตาวเท พุทฺโธ พุทฺโธติ จินฺเตนฺโต อสฺสมํ ปฏิสามยึ ฯ |๔๑๐.๒๕๖| อคฺคิทารุญฺจ ฉฑฺเฑตฺวา สํสาเมตฺวาน สนฺถตํ อสฺสมํ อภิวนฺทิตฺวา นิกฺขมึ ปวนา อหํ ฯ |๔๑๐.๒๕๗| ตโต จนฺทนมาทาย คามา คามํ ปุรา ปุรํ เทวเทวํ คเวสนฺโต อุปคญฺฉึ วินายกํ ฯ |๔๑๐.๒๕๘| ภควา ตมฺหิ สมเย สุเมโธ โลกนายโก จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต โพเธติ ชนตํ พหุํ ฯ |๔๑๐.๒๕๙| อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน สีเส กตฺวาน วนฺทนํ สมฺพุทฺธํ อภิวาเทตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๔๑๐.๒๖๐| วสฺสิเก ปุปฺผมานสฺมึ สนฺติเก อุปวายติ ตฺวํ วีร คุณคนฺเธน ทิสา สพฺพา ปวายสิ ฯ |๔๑๐.๒๖๑| จมฺปเก นาคมลิเก อธิมุตฺตกเกตเก สาเลสุ ปุปฺผมาเนสุ อนุวาตํ ปวายติ ฯ |๔๑๐.๒๖๒| ตว คนฺธํ ฆายิตฺวาน หิมวนฺตา อิธาคมึ ปูเชมิ ตํ มหาวีร โลกเชฏฺฐ มหายส ฯ |๔๑๐.๒๖๓| วรจนฺทเนนานุลิมฺปึ สุเมธํ โลกนายกํ สกํ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ตุณฺหี อฏฺฐาสิ ตาวเท ฯ |๔๑๐.๒๖๔| สุเมโธ นาม ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๔๑๐.๒๖๕| โย เม คุณํ ปกิตฺเตสิ จนฺทนญฺจ อปูชยิ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๔๑๐.๒๖๖| อาเทยฺยวากฺยวจโน พฺรหฺมา อุชุ ปตาปวา ปญฺจวีสติกปฺปานิ สปฺปภาโส ภวิสฺสติ ฯ |๔๑๐.๒๖๗| ฉพฺพีสติกปฺปสเต เทวโลเก รมิสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๔๑๐.๒๖๘| เตตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๔๑๐.๒๖๙| ตโต จุโตยํ มนุโช มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ ปุญฺญกมฺเมน สํยุตฺโต พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ |๔๑๐.๒๗๐| อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู ตีณิลกฺขณสมฺปนฺโน พาวรี นาม พฺราหฺมโณ ฯ |๔๑๐.๒๗๑| ตสฺส สิสฺโส ภวิตฺวาน เหสฺสติ มนฺตปารคู อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ ฯ |๔๑๐.๒๗๒| ปุจฺฉิตฺวา นิปุเณ ปเญฺห หาสยิตฺวาน มานสํ สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๑๐.๒๗๓| ติวิธคฺคิ นิพฺพุตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๑๐.๒๗๔| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๑๐.๒๗๕| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๑๐.๒๗๖| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โตเทยฺโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ โตเทยฺยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๘. โตเทยยเถราปทาน ๘. โตเทยยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระโตเทยยเถระ (พระโตเทยยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น (ข้าพเจ้าเกิดเป็น)พระราชาพระนามว่าวิชิตชัย ในกรุงเกตุมดี เป็นเมืองชั้นเลิศ เป็นผู้แกล้วกล้า เต็มเปี่ยมด้วยความกล้าหาญ ประทับอยู่ท่ามกลางกรุง
เมื่อพระราชาพระองค์นั้น ทรงประมาท ข้าศึกแห่งแว่นแคว้นก็กำเริบขึ้น ฝ่ายตรงกันข้ามและพวกยุยงก็ทำลายแว่นแคว้น
เมื่อปัจจันตชนบท(ชนบทปลายแดน)กำเริบ พระราชาจึงรับสั่งให้พลรบและทหารสื่อสารมาประชุมกัน รับสั่งให้ปราบข้าศึก ในครั้งนั้น
พลช้าง พลม้า ทหารสวมเกราะกล้าหาญ ทหารแม่นธนู และพลรถ มาประชุมกันทั้งหมด
พวกพ่อครัว พนักงานเครื่องต้น พนักงานสรงสนาน ช่างทำดอกไม้ เป็นผู้กล้าหาญ เคยชนะในสงคราม มาประชุมกันทั้งหมด
พวกชายฉกรรจ์ถือดาบ ถือธนู สวมเกราะหนัง เป็นคนแข็งแรง เคยชนะในสงคราม มาประชุมกันทั้งหมด
ช้างมาตังคะตกมัน ๓ แห่ง เสื่อมกำลังเมื่ออายุ ๖๐ ปี มีสายประโคน @เชิงอรรถ : @ สายรัดจากใต้สัปคับคือที่นั่งบนหลังช้าง ใช้รัดสัปคับอกช้าง หลังขาหน้าแล้วลอดมาบรรจบกันโยงใต้@ท้องช้างและหน้าขาหลังไปจากสายชนักที่คอช้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๘. โตเทยยเถราปทาน พานหน้าพานหลัง และเครื่องประดับทองคำ มาประชุมกันทั้งหมด
นักรบอาชีพ อดทนต่อความหนาวความร้อน อดทนต่ออุจจาระปัสสาวะ เตรียมการสำเร็จแล้ว มาประชุมกันทั้งหมด
พวกทหารเหล่านั้นร่าเริงด้วยเสียงสังข์ เสียงกลอง และเสียงแตกตื่นมาประชุมกันทั้งหมด
พวกทหารเหล่านั้นตีรันฟันแทงด้วยหลาว หอก แหลน ธนู และโตมร กลับมาประชุมกันทั้งหมด
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าสวมเกราะแล้ว สั่งให้จับทหาร ๖๐,๐๐๐ คน พร้อมทั้งพระราชาผู้ชนะ คนที่ไม่เคยชนะเสียบหลาว(ประจาน)
ทหารเหล่านั้นพากันส่งเสียงร้องว่า โธ่เอ๋ย พระราชาไร้ธรรม เมื่อถูกไฟเผาไหม้อยู่ในนรก เมื่อไรจักสิ้นสุดกรรม
ครั้งนั้น ข้าพเจ้านอนอยู่บนที่นอน เห็นไฟนรก จึงนอนไม่หลับตลอดทั้งวันทั้งคืน พวกนายนิรยบาลใช้หลาวขู่ข้าพเจ้า
(ข้าพเจ้าคิดว่า) ความมัวเมาราชสมบัติ สัตว์พาหนะ และพลรบ จะมีประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถจะต้านทานเราไว้ได้ มีแต่จะทำให้สะดุ้งอยู่ทุกเมื่อ
บุตร ภรรยา และราชสมบัติทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเรา ทางที่ดีเราควรออกบวช ชำระทางที่จะดำเนินไปให้หมดจด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๘. โตเทยยเถราปทาน
ช้างมาตังคะ ๖๐,๐๐๐ เชือก ตกแต่งด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง มีสายประโคนพานหน้า พานหลัง เครื่องประดับศีรษะทองคำ
มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ข้าพเจ้าไม่มีความห่วงใยละทิ้งไว้ในสนามรบ เดือดร้อนเพราะกรรมของตน จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
ม้าสินธพชาติอาชาไนย ๖๐,๐๐๐ ตัว ตกแต่งด้วยเครื่องประดับทุกอย่างเป็นพาหนะวิ่งเร็ว
มีทหารม้าถือธนูสวมเกราะขึ้นขี่ประจำ ข้าพเจ้าทอดทิ้งม้าเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
รถ ๖๐,๐๐๐ คัน ตกแต่งด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นรถที่หุ้มหนังเสือเหลืองบ้าง หุ้มหนังเสือโคร่งบ้างบรรทุกอาวุธรบ ปักธงไว้หน้ารถ ข้าพเจ้าละทิ้งรถนั้นทั้งหมดแล้วออกบวชเป็นบรรพชิต
แม่โคนม ๖๐,๐๐๐ ตัว และขันสำริดสำหรับรองน้ำนม ทั้งหมดข้าพเจ้าละทิ้งแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
สตรี ๖๐,๐๐๐ นาง ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี
มีตากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงดงาม เอวเล็กเอวบาง ข้าพเจ้าละสตรีเหล่านั้นผู้พากันคร่ำครวญอยู่แล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๘. โตเทยยเถราปทาน
หมู่บ้าน ๖๐,๐๐๐ ตำบล ที่บริบูรณ์ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพเจ้าละทิ้งราชสมบัตินั้นแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
ข้าพเจ้าออกจากนครแล้ว เข้าไปยังภูเขาหิมพานต์ ได้สร้างอาศรมไว้ ณ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำภาคีรถี
สร้างบรรณศาลาเสร็จแล้ว สร้างโรงสำหรับบูชาไฟ บำเพ็ญเพียร มีจิตเด็ดเดี่ยว อยู่ในอาศรม
เมื่อข้าพเจ้าเข้าฌานอยู่ในมณฑปก็ดี ที่โคนต้นไม้ก็ดี ในเรือนว่างก็ดี ความสะดุ้งกลัวย่อมไม่มีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่เห็นภัยที่น่าหวาดกลัวเลย
ในขณะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี มีแสงสว่างแห่งพระญาณโชติช่วง เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า มียักษ์ตนหนึ่งผู้มีฤทธิ์มาก เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดอุบัติขึ้นแล้ว ยักษ์บอกกับข้าพเจ้าในครั้งนั้นว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรงพระนามว่าสุเมธะ ทรงมีจักษุ ทรงช่วยหมู่ชนทั้งปวงให้ข้าม แม้ท่าน พระองค์ก็จักช่วยให้ข้าม
ขณะนั้น ข้าพเจ้าฟังคำของยักษ์แล้วมีความสลดใจ คิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ ปิดอาศรม
ข้าพเจ้าทิ้งฟืนสำหรับบูชาไฟ และเก็บสันถัต ไหว้อาศรมแล้วออกจากป่าใหญ่ไป
ข้าพเจ้าถือไม้จันทน์จากที่นั้น จากบ้านไปสู่บ้าน จากเมืองไปสู่เมือง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๘. โตเทยยเถราปทาน แสวงหาพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพอยู่ ได้เข้าเฝ้าพระองค์ ซึ่งเป็นผู้นำโดยวิเศษ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธะ ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงประกาศสัจจะ ๔ ทำหมู่ชนจำนวนมากให้ตรัสรู้
ข้าพเจ้าประนมมือไหว้เหนือเศียรเกล้า ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เมื่อต้นมะลิซ้อนมีดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมฟุ้งไปในที่ใกล้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร พระองค์มีกลิ่นคือคุณหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ
เมื่อต้นจำปา ต้นกระถินพิมาน ต้นลำดวน ต้นการะเกด และต้นสาละ กำลังมีดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปตามลม
ข้าพระองค์สูดกลิ่นของพระองค์ จึงจากภูเขาหิมพานต์มาจนถึงที่นี่ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ผู้เจริญที่สุดในโลก มีพระยศยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์
ข้าพเจ้าใช้จุรณจันทน์อย่างดี ไล้ทาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกทำจิตของตนให้เลื่อมใส แล้วได้ยืนนิ่งอยู่ในขณะนั้น
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธะ ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๘. โตเทยยเถราปทาน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่สรรเสริญคุณของเรา และได้ใช้จุรณจันทน์บูชา ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ผู้นี้จักเป็นผู้กล่าวถ้อยคำที่เชื่อถือได้ เป็นพรหม ผู้ซื่อตรง มีตบะ มีรัศมีสว่างไสวตลอด ๒๕ กัป
จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๒,๖๐๐ กัป จักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๓๓ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
ผู้นี้จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว จักไปเกิดเป็นมนุษย์ ประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรของพราหมณ์
พราหมณ์ชื่อพาวรี ผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ
เขาเป็นศิษย์ของพราหมณ์นั้นเป็นผู้จบมนตร์ จักได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐ
ข้าพเจ้าได้ทูลถามปัญหาอย่างละเอียด ทำใจให้ร่าเริง กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ไฟ ๓ กองของข้าพเจ้าดับแล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้ากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๙. ชตุกัณณิกเถราปทาน
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระโตเทยยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้โตเทยยเถราปทานที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔๐๘. อรรถกถาโตเทยยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระโตเทยยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ราชาสิ วิชโย นาม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชาสิ วิชโย นาม ความว่า ตั้งแต่เวลาเป็นหนุ่ม คือตั้งแต่เวลาที่ชนะสงครามทุกอย่าง ได้เป็นพระราชาพระนามว่าวิชัย เพราะทรงทำประชาชนให้ยินดีคือให้ติดใจ ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการแล.
บทว่า เกตุมตีปุรุตฺตเม ความว่า ธงแผ่นผ้า ท่านเรียกว่า เกตุ.
อีกความหมายหนึ่ง เสาหลักอันมีค่ามากดุจรัตนะ ที่เขายกขึ้นปักไว้ตรงท่ามกลางพระนคร เพื่อให้พระนครสวยงาม ธงเหล่านั้น เขายกขึ้นเป็นประจำ สวยงามย่อมมีแก่เมืองนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าเมืองเกตุมดี.
ชื่อว่า ปุรํ เพราะทำใจของประชาชนทั้งหมดให้เต็มอิ่มด้วยทรัพย์และธัญชาติ.
เกตุมตีศัพท์ ๑ ปุระนั้นศัพท์ ๑ และอุตตมะศัพท์ที่หมายความว่าประเสริฐศัพท์ ๑ รวมกันเป็น เกตุมตีปุรุตฺตมํ. ในท่ามกลางพระนครเกตมดีอันอุดมนั้น.
บทว่า สูโร วิกฺกมสมฺปนฺโน เชื่อมความว่า พระราชาพระนามว่าวิชัย ทรงเป็นผู้กล้าหาญ สมบูรณ์ด้วยพระวิริยภาพ ประทับอยู่แล้ว เรื่องที่พระราชาทรงละทิ้งเมืองที่เป็นเช่นนี้ วัตถุและพาหนะทั้งหมด เข้าป่าหิมวันต์ บวชเป็นฤาษีอยู่ ได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ เกิดความโสมนัสใจ ทำการบูชาด้วยไม้จันทน์ นี้เท่านั้นเป็นเรื่องที่แปลกกัน. จบอรรถกถาโตเทยยเถราปทาน -----------------------------------------------------