- In-force status
- Not checked
- Edition shown
- As promulgated, 2563
- Later amendments
- Not merged in
- Rank
- ระเบียบ
Preamble
ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการดำเนินการกรณีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีหมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยที่มาตรา ๖วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒กำหนดให้การที่ศาลยุติธรรมจะใช้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่มีโทษทางอาญา โทษทางปกครอง หรือสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายอื่นแก่ผู้ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติ แห่งกฎหมายนั้น หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพและมิใช่กรณีบทบัญญัตินั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น หากศาลเห็นว่าเป็นเหตุผลอันสมควร ให้ศาลส่งความเห็นต่อประธานศาลฎีกาเพื่อเสนอที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาวินิจฉัย และมาตรา ๖วรรคสี่ กำหนดให้การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบที่ประชุม ใหญ่ศาลฎีกา ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖วรรคสี่ ของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์ การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินการ กรณีบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีหมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับ สภาพการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๓”
ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ในระเบียบนี้ “ศาล”หมายความว่า ศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาที่พิจารณาคดี ซึ่งส่งความเห็นต่อประธานศาลฎีกาเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัย “ผู้พิพากษา” หมายความว่า ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา “คำร้อง” หมายความว่าคำร้องที่ขอให้ศาลทำความเห็นและเสนอเรื่องต่อที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา ๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๓๗/ตอนที่๗๓ก/หน้า ๑๙/๑๕กันยายน๒๕๖๓ “ผู้ร้อง” หมายความว่า บุคคลซึ่งยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อโต้แย้งว่าบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้อง กับสภาพการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ “ผู้คัดค้าน” หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นคู่ความหรือผู้เสียหายในคดี ซึ่งอาจได้รับ ผลกระทบจากคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และได้ยื่นคำคัดค้านต่อศาล “ผู้รักษาการตามกฎหมาย”หมายความว่ารัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นซึ่งกฎหมาย กำหนดให้เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายนั้น ๆ
ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
หมวด ๑ บททั่วไป
5 sectionsการดำเนินการของศาลและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากรณีมีปัญหาว่าบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีหมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรค ต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพหรือไม่ตามระเบียบนี้ ให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ๆ และมิให้เป็นการก้าวล่วงหรือใช้อำนาจที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติหรือศาลอื่น
วิธีพิจารณาใดซึ่งระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้โดยเฉพาะให้นำบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้
ระยะเวลาตามที่กำหนดในระเบียบนี้หรือตามที่ศาลกำหนด เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความมีคำขอ ศาลมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจมีคำสั่งให้คู่ความที่ดำเนิน กระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องตามระเบียบนี้ ดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องได้ภายในระยะเวลาและ เงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด
การติดต่อระหว่างศาลฎีกำกับศาล หรือระหว่างศาลกับคู่ความหรือผู้เกี่ยวข้อง ในคดีอาจกระทำโดยทางโทรสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นก็ได้
หมวด ๒ การยื่นคำร้อง การจัดทำความเห็นและการเสนอความเห็น
10 sectionsในการพิจารณาคดีใด ถ้าคู่ความประสงค์จะโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ซึ่งมีโทษทางอาญา โทษทางปกครองหรือสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายอื่นแก่ผู้ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพ ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนเสร็จการพิจารณา
คำร้องต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพ และอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง
(๒) เหตุผลพร้อมหลักฐานประกอบตามสมควร รวมทั้งผลกระทบต่อผู้ร้องและสังคม ที่ทำให้เชื่อได้ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อ้างนั้นหมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ
(๓) ลายมือชื่อผู้ร้อง คำร้องที่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามความในวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีคำสั่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ภายในเวลาที่กำหนด ถ้ามิได้ปฏิบัติให้ถือว่าผู้ร้องไม่ติดใจยื่นคำร้อง ให้ศาลสั่งจำหน่ายคำร้อง
เมื่อคำร้องถูกต้องตามข้อ ๑๑ให้ศาลสั่งรับคำร้องและส่งสำเนาคำร้องให้ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งและผู้เสียหายในคดีทราบเพื่อให้ทำคำคัดค้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ สำเนาคำร้อง ถ้าได้รับคำคัดค้านหรือพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วแต่ไม่มีคำคัดค้าน ให้ศาลจัดทำความเห็น ต่อไป เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้อง ให้แจ้งผู้รักษาการตามกฎหมายทราบและปิดประกาศหน้าศาล ให้นำความในข้อ ๑๑มาใช้แก่คำคัดค้านโดยอนุโลม
เมื่อศาลได้รับคำร้องและคำคัดค้าน (ถ้ามี) แล้ว ให้ศาลจัดทำความเห็น ตามแบบพิมพ์ท้ายระเบียบนี้ว่ามีเหตุผลอันสมควรว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อ้างตามคำร้องหมด ความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ หรือไม่ หากศาลเห็นว่าคำร้องมีเหตุผลอันสมควรว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นหมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ ให้ศาลส่ง คำร้องและความเห็นเช่นว่านั้นต่อประธานศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป หากศาลเห็นว่าคำร้องยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีหรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือไม่มีเหตุผลอันสมควรว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นหมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ หรือเหตุอื่นอันไม่สมควรวินิจฉัย ให้ศาลสั่ง ยกคำร้อง คำสั่งยกคำร้องให้ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา กรณีคำร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา เมื่อศาลจัดทำความเห็นประการใด ตามข้อนี้แล้ว ให้ศาลดังกล่าวมีหนังสือแจ้งความเห็นหรือคำสั่งของศาลให้คู่ความทราบ
ศาลมีอำนาจให้หน่วยงานหรือบุคคลใดที่เกี่ยวข้องเช่น พนักงานสอบสวน หน่วยราชการหน่วยงานอื่นของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานภาคเอกชน ดำเนินการใดเพื่อประโยชน์ในการจัดทำความเห็นและมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับ ข้อมูลจากหน่วยงานหรือบุคคลใด เช่น
(๑) ข้อมูลเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อ้างตามคำร้อง
(๒) ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการบังคับใช้และสภาพปัญหาของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อ้าง ตามคำร้อง
(๓) ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์การบังคับใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อ้างตามคำร้อง
(๔) มาตรการอื่นตามกฎหมายที่เยียวยาผลกระทบของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อ้าง ตามคำร้องได้ โดยไม่จำต้องส่งเรื่องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัย
การทำความเห็นของศาลต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งเหตุผลที่ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาควรรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และต้องมีผู้พิพากษาครบองค์คณะเช่นเดียวกับที่ กำหนดไว้สำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลนั้น และในกรณีศาลส่งความเห็นไม่ใช่ศาลฎีกา ให้ผู้รับผิดชอบราชการศาล ได้แก่ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลและอธิบดีผู้พิพากษาภาคหรืออธิบดีผู้พิพากษา ศาลชั้นต้น หรือประธานศาลชั้นอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี ทำความเห็นประกอบด้วย
ในกรณีที่ศาลเห็นเองว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษทางอาญา โทษทางปกครองหรือสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายอื่นแก่ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งศาลจะใช้บังคับแก่ คดีนั้นหมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือ การประกอบอาชีพให้ศาลสอบถามความเห็นของคู่ความและผู้เสียหายในคดี และให้ศาลดำเนินการ ตามข้อ ๑๔ก่อนจัดทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา การทำความเห็นตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการตามข้อ ๑๕
เมื่อจัดทำความเห็นตามข้อ ๑๕หรือข้อ ๑๖เสร็จแล้ว ให้ศาลส่งความเห็น พร้อมเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่จำเป็นไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ต่อไป
ในระหว่างที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้ศาลดำเนินการ พิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
การขอถอนคำร้องไม่ว่ากระทำก่อนหรือหลังเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาแล้ว ให้เสนอต่อศาลโดยให้ศาลมีอำนาจพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร หากเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาแล้ว ให้แจ้งประธานศาลฎีกาทราบด้วยแต่การอนุญาตให้ถอนคำร้องนั้นไม่ตัดอำนาจศาลหรือที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาในการดำเนินการตามระเบียบนี้ต่อไป
หมวด ๓ การพิจารณาและวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
9 sectionsเมื่อได้รับความเห็นของศาล ให้ประธานศาลฎีกามอบหมายผู้พิพากษา อย่างน้อยสามคนเป็นองค์คณะผู้พิพากษา และผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในศาลฎีกาทำหน้าที่เป็น เลขานุการ องค์คณะ แต่ทั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษาดังกล่าวต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นองค์คณะในการ พิจารณาพิพากษาคดีที่มีการเสนอความเห็น
ให้องค์คณะผู้พิพากษาจัดทำบันทึกความเห็นสรุปสำนวนเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาว่าควรรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ องค์คณะผู้พิพากษาอาจเสนอความเห็นว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่ควรรับเรื่องไว้ พิจารณาวินิจฉัยในกรณีดังเช่น
(๑) บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษทางอาญา โทษทางปกครองหรือสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายอื่นแก่ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม
(๒) ศาลไม่จำต้องใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นบังคับแก่คดี
(๓) บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ
(๔) เคยมีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติแห่ง กฎหมายนั้นและไม่มีข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไป
(๕) มีมาตรการอื่นตามกฎหมายที่เยียวยาผลกระทบของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าว นอกเหนือจากการอาศัยผลคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
(๖) เหตุอื่นอันไม่สมควรรับไว้พิจารณาวินิจฉัย
เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาทำบันทึกความเห็นสรุปสำนวนเสร็จแล้ว ให้เสนอ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อจัดให้มีการลงมติว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัย ให้จัดทำเป็นคำสั่ง ตามมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยให้องค์คณะผู้พิพากษาเป็นผู้จัดทำคำสั่งตามมติของที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาและลงลายมือชื่อในคำสั่ง
ผู้พิพากษาซึ่งเคยเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้น หรือศาลชั้นอุทธรณ์อาจแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง ลงคะแนน
เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติให้รับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว ให้องค์คณะ ผู้พิพากษารวบรวมข้อเท็จจริงเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป เว้นแต่ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติเป็นอย่างอื่น และให้นำความในข้อ ๑๔และข้อ ๒๑ถึงข้อ ๒๓มาใช้บังคับ โดยอนุโลม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง องค์คณะผู้พิพากษามีอำนาจให้ สถาบันวิจัย และพัฒนารพีพัฒนศักดิ์รับฟังความคิดเห็น วิเคราะห์ผลกระทบ ตลอดจนประสานงาน กับผู้รักษาการตามกฎหมาย คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ ดำเนินการอื่นใดภายในเวลาอันสมควร
เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ประธาน ศาลฎีกาอาจแต่งตั้งผู้พิพากษาซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในศาลฎีกาหรือศาลอื่น หรือผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นคณะทำงาน เพื่อศึกษา รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือดำเนินการอื่นใดตามที่เห็นสมควร
เมื่อองค์คณะผู้พิพากษารวบรวมข้อเท็จจริงเสร็จแล้วให้จัดทำความเห็นเบื้องต้น พร้อมเหตุผลประกอบด้วยสรุปความเห็นของศาลข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการรวบรวมข้อเท็จจริงและ ความเห็นขององค์คณะผู้พิพากษาพร้อมเหตุผลประกอบความเห็น เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาล่วงหน้าก่อนวันนัดประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ให้องค์คณะผู้พิพากษาจัดทำคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามมติของ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และลงลายมือชื่อในคำวินิจฉัยนั้น
คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ทำเป็นหนังสือ และอย่างน้อย ต้องกล่าวหรือแสดง
(๑) ชื่อคู่ความ
(๒) สรุปคำร้อง คำคัดค้าน และความเห็นของศาล
(๓) สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวมขององค์คณะผู้พิพากษา
(๔) เหตุผลในการวินิจฉัย
(๕) ข้อมูลและบทบัญญัติของกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง
(๖) คำชี้ขาดและผลของคำชี้ขาด
(๗) ลายมือชื่อขององค์คณะผู้พิพากษาที่ทำคำสั่งหรือคำวินิจฉัย
คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้มีผลในวันที่ศาลฎีกาอ่าน เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลฎีกาอ่านคำสั่งหรือ คำวินิจฉัยนั้นโดยเปิดเผย พร้อมปิดประกาศไว้ที่ศาลฎีกาไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามที่ศาล เสนอความเห็นหมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพ ให้ประกาศคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา โดยเร็ว
หมวด ๔ การดำเนินการหลังมีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
3 sectionsในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง หรือมีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายยังมีความจำเป็นหรือสอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือไม่เป็นอุปสรรคต่อ การดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ ให้ศาลฎีกาแจ้งให้ศาลทราบเพื่อแจ้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทราบ โดยเร็ว แล้วให้ศาลดำเนินการพิจารณาและมีคำพิพากษาคดีต่อไป
ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามที่ศาลเสนอความเห็นหมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อ การดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ ให้ศาลฎีกาแจ้งให้ศาลทราบเพื่อแจ้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านทราบ โดยเร็ว และเพื่อพิจารณาใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษ ลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือกำหนด สภาพบังคับที่เป็นผลร้ายแตกต่างจากที่กฎหมายกำหนด ตามที่เห็นสมควรต่อไป สภาพบังคับที่เป็นผลร้ายแตกต่างจากที่กฎหมายกำหนดตามวรรคหนึ่ง หมายถึง สภาพบังคับที่ไม่ใช่โทษอาญาและมีความร้ายแรงน้อยกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดให้ศาลลงได้สำหรับ ความผิดนั้น เช่น การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษในคดีที่ตามกฎหมายไม่อาจรอการกำหนด โทษหรือรอการลงโทษได้ การนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาใช้แก่จำเลยแทนการลงโทษ การนำเงื่อนไข คุมความประพฤติมาใช้แทนการลงโทษ การให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งแทนการลงโทษ
ให้ศาลฎีกาแจ้งคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามข้อ ๒๙และข้อ ๓๐ ไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อแจ้งศาลยุติธรรมทั่วราชอาณาจักรทราบ และแจ้งผู้รักษาการตาม กฎหมายทราบด้วย
หมวด ๕ ค่าฤชาธรรมเนียม
1 sectionsการดำเนินการทางศาลตามระเบียบนี้ ให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ประกาศณวันที่ ๑๑สิงหาคมพ.ศ. ๒๕๖๓ ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา คำร้อง ตามระเบียบฯว่าด้วย การดำเนินการกรณีบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับ คดีหมายเลขดำที่ /๒๕ แก่คดีหมดความจำเป็นฯ คดีหมายเลขแดงที่ /๒๕ ศาล วันที่ เดือน พุทธศักราช ๒๕ ความ โจทก์ ระหว่าง จำเลย ข้าพเจ้า เชื้อชาติ สัญชาติ อาชีพ เกิดวันที่ เดือน พ.ศ. อายุ ปี อยู่บ้านเลขที่ หมู่ที่ ถนน ตรอก/ซอย ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์ โทรศัพท์ สถานที่ติดต่อได้สะดวก บ้านเลขที่ หมู่ที่ ถนน ตรอก/ซอย ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จังหวัด โทรสาร ที่อยู่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (ถ้ามี) ขอยื่นคำร้องมีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ ๑. บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ผู้ร้องเห็นว่าต้องด้วยมาตรา ๖แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การ จัดทำร่างกฎหมายฯ หมายเหตุ ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ผู้ร้อง ๒. เหตุผลที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่อ้างต้องด้วยมาตรา ๖แห่งพระราชบัญญัติ หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ รวมทั้งผลกระทบต่อผู้ร้องและสังคม ๓.ข้อมูลตามระเบียบฯข้อ ๑๔(ถ้ามี) (ลงชื่อ) ( ) ผู้ร้อง แบบความเห็น ตามระเบียบฯว่าด้วย การดำเนินการกรณีบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับ คดีหมายเลขดาที่ /๒๕ แก่คดีหมดความจำเป็นฯ ความเห็นที่ /๒๕ ศาล วันที่ เดือน พุทธศักราช ๒๕ ความ โจทก์ ระหว่าง จำเลย เรื่อง คำฟ้องและคำให้การโดยย่อ คำร้องโดยย่อ คำคัดค้านโดยย่อ (ถ้ามี) การรวบรวมข้อมูลตามระเบียบฯข้อ ๑๔ ศาล พิจารณาแล้วเห็นว่า ............................................. ............................................. องค์คณะผู้พิพากษา
Where this text comes from
- File published by
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาCouncil of State law index
- Council of State index entry
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/8913ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — The licence is declared on this dataset record — it is the licence evidence for the whole text
- Source file
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiM2JlMzcwNzQtZjk0NS00MGNkLWJhMTQtMjQ2MDJiNGZjOGJkIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguKswMDYzIOC4o-C4sOC5gOC4muC4teC4ouC4miAyNTYzLTcz4LiBLTE5LnBkZiJ9.x57H_uk3s3gFnUCwHGri55C-sHv7EwUC67y4yz7IiZM11 pages
- File checksum
- sha256:fa7301928bd4c537cabffd3a09e599db2e288d76ae0c40a11262c9a0944d63e5Pulled at 2026-08-24T01:27:25.856Z
- Text condition against the source
- Checked by three methods; no defect found"No defect found" is not "correct" — all three methods have blind spots, listed on the methodology page
- Text extraction
- pdftotext -layoutPassed ai-law’s gates: ToUnicode repair · SARA AM restored · contiguous sections · OCR witness